Being Moral ตาย-เป็น
Medicine and What Matters in the End การแพทย์สมัยใหม่ ความตาย และความหวานของปลายทางชีวิต เรื่องความตายฟังดูคุ้นหู เป็นประสบการณ์เดียวที่เท่าเทียมของมนุษย์ทุกคนก็ว่าได้ เราอาจจะเกิดไม่เหมือนกัน กินไม่เหมือนกัน นอนไม่เหมือนกัน แต่กับเรื่องตายทุกคนกลับต้องตายเหมือนกัน แต่ไหงเรื่องความตายกลับเป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิดถึงมันในแง่ของตัวเองกันเท่าไหร่นัก เรามักจะคิดถึงความตายของคนอื่นรอบตัว เรามักจะเห็นข่าวการตายของคนอื่นในสื่อรอบตัว แต่เรามักไม่ค่อยคิดถึงความตายในตัวเราเองเลยทำไม ผู้เขียนซึ่งเป็นนายแพทย์ชื่อดังเชื้อสายอินเดีย-อเมริกัน พูดถึงเรื่องความตายที่น่าสนใจ เช่น คนเราทุกวันนี้ไม่เคยคิดถึงเรื่องความตายเลยแม้แต่น้อยเรามักจะคิดว่าเรามีชีวิตที่ยังมีวันพรุ่งนี้เสมอไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ เรามักจะมองว่าการแพทย์สมัยใหม่นั้นสามารถช่วยยืดเวลาของความตายให้ออกห่างเราได้เรื่อยๆ(ถ้าเราสามารถจ่ายมันได้) เรามักไม่ได้มีเวลาเตรียมตัวถึงความตายเท่ากับคนในยุคสมัยรุ่นปู่ย่าเราเสียด้วยซ้ำ ทุกวันนี้เราเสมือนเครื่องจักรที่ตื่นแล้วออกไปทำงานใช้ชีวิตแล้วก็กลับมานอนเพื่อเตรียมใช้ชีวิตในวันพรุ่งนี้ต่อไป จนมักไม่ค่อยคิดว่าวันพรุ่งนี้ที่เป็นวันสุดท้ายของเรานั้นมีอยู่จริง จากผลสำรวจทั่วโลกพบว่าคนเรามักจะไปตายที่โรงพยาบาลมากถึงแปดสิบกว่าเปอร์เซนต์ และตายที่บ้านแค่สิบกว่าเปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับเมื่อไม่ถึงร้อยปีที่ผ่านมาก่อนจะปฏิวัติอุสาหกรรมคือเราส่วนใหญ่มักได้ใช้ชีวิตสุดท้ายและตายที่บ้านกับครอบครัวหรือในบ้านที่มีความทรงจำของตัวเอง แล้วมันเพราะอะไรกัน เพราะการแพทย์ที่พัฒนาไปเรื่อยๆอย่างไม่หยุดยั้งแต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งความตายไว้ได้ซักที สมัยก่อนโรงพยาบาลเป็นแค่สถานที่พักพื้นไม่ต่างจากบ้านมากนัก แค่มีคนที่เตรียมพร้อมดูแลให้ความสะดวกสบายเรามากกว่าที่บ้านหน่อย แต่เครื่องไม้เครื่องมือหรืออัตราการรอดเมื่อไปโรงพยาบาลนั้นไม่ได้สูงกว่านอนพักพื้นที่บ้านซักเท่าไหร่ แต่พอเมื่อการแพทย์และเทคโลยีพัฒนามากขึ้นในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เรามักจะฝากความหวังว่าพยายามจะทำให้พญามัจจุราชนั้นไม่สามารถเข้าไกล้เราได้ ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องจบชีวิตที่โรงพยาบาลลงแทนที่จะเป็นที่บ้าน และด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนจากครอบครัวใหญ่กลายเป็นครอบครัวเดี่ยว และครอบครัวเดี่ยวก็แทบจะกลายเป็นแค่คู่ชีวิตหรือคู่รัก เพราะอัตราการเกิดที่ลดลงต่ำมากในทั่วโลกซึ่งจะทำให้สังคมโลกทั้งใบกลายเป็นโลกของผู้สูงอายุเต็มตัวภายในปี 2050 แต่สิ่งที่น่ากังวลและน่ากลัวไม่น้อยกว่าความตายก็คือความแก่ชรา เพราะความแก่ชรานั้นมากับการเสื่อมความสามารถในทุกๆด้านในการใช้ชีวิตปกติของเรา จากกิจวัตรประจำวันที่เราไม่เคยต้องใช้ความพยายามใดๆ เช่น การอาบน้ำ แต่งตัว เข้าห้องน้ำ หรือการกินอาหาร ก็กลายเป็นเรื่องยากมากที่จะสามารถจัดการทั้งหมดด้วยตัวเองได้เมื่อร่างกายเราถดถอยลงในทุกๆด้านพร้อมๆกัน ร่างกายและชีววิทยาในร่างกายเรานั้นแข็งแกร่งมากเมื่อเราอยู่ในวัยผู้ใหญ่ เราสามารถซ่อมแซมตัวเองได้อย่างดีเยี่ยมในทุกๆด้าน แต่พอเราแก่ตัวเรากลับกลายเป็นว่าทุกๆด้านนั้นก็เสื่อมความสามารถลงพร้อมกัน […]